ดูหนังชนโรง : The Plot against America

ดูหนังชนโรง : The Plot against America ดัดแปลงจากนิยายขายดีของ Phillip Roth นักเขียนระดับรางวัลพูลิชเชอร์ ที่เคยมีผลงานนิยายไตรภาคอย่าง American Trilogy ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนิยายไตรภาคที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้ยากมาก แต่ก็มีการนำมาสร้างแล้ว เช่น Human Stain แถมได้ดาราดังระดับ เซอร์แอนโธนีฮอปกินส์ และนิโคลคิดแมน แสดงนำด้วย

สำหรับลักษณะนิยายเกือบส่วนใหญ่ของ Phillip Roth มักจะเน้นไปที่การเสียดสีและสะท้อนสังคมอเมริกันในเชิงลึก โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำ เชื้อชาติ ความเชื่อ ศาสนา ที่สำคัญคือหลายเรื่องเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมสหรัฐ แต่ในหนังสือหรือภาพยนตร์หลายเรื่องมักถูกมองข้ามไป แล้วยังเป็นปัญหาที่หลายคนเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง ซึ่งในนิยายของเขามักเลือกบอกเล่าผ่านสังคมหนึ่งที่มีความเฉพาะกลุ่ม หรือตัวละครที่ถูกจับไปอยู่ในสถานการณ์ผิดที่ผิดทาง

สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ก็เป็นการดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกัน ซึ่งยังคงสไตล์ของ Phillip Roth ในการเจาะประเด็นไปที่กลุ่มคนที่ถูกกดขี่ในสังคม ไปจนถึงการเจาะเข้าไปยังบรรดาคนที่อยู่ในกลุ่มเฉพาะนั้นที่ก็มีมุมมองบางอย่างที่คนนอกยากจะเข้าใจเอาไว้เช่นกัน

ในปี ค.ศ. 1941 เมื่อครอบครัว “เลวิน” ซึ่งเป็นครอบครัวชาวยิวผู้มีรายได้ปานกลางที่อาศัยอยู่ในนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา แล้วพบว่าพวกตนกำลังได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตภายในสังคมที่ชาวยิวกำลังถูกเหยียดมากขึ้น เช่นเดียวกับอิทธิพลของฮิตเลอร์กับนาซีที่กำลังเรืองอำนาจในยุโรป ได้ส่งผลมาถึงสหรัฐ

อีกทั้งประวัติศาสตร์ในซีรีส์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนกับในความเป็นจริง เนื่องจาก ชาร์ลส์ ลินเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์กับนาซี และเป็นคู่แข่งในการรับเลือกตั้งกับ แฟรงค์คลิน ดี รูสเวลท์ ก็ได้ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้สถานการณ์ในสหรัฐเปลี่ยนแปลงไปจากประวัติศาสตร์ แล้วเข้าสู่การเป็นโลกคู่ขนานที่พวกเขากำลังกลายเป็นชาติฟาสซิสต์ตามแบบพวกนาซี ทั้งการเหยียดเชื้อชาติ การดูถูกชาวยิว การขึ้นมามีอิทธิพลของพวกคลูคลักซ์แคลนซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าในประวัติศาสตร์ และปัญหาอื่นๆที่ละเอียดอ่อนในสังคมชาวยิวของสหรัฐ

สำหรับเรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าผ่านมุมมองของ ฟิลิปป์ เลวิน ซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ หรือที่จริงแล้วก็คือการเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ ฟิลิปป์ รอธ ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ที่เติบโตขึ้นมาในช่วงนั้นนั่นเอง

พ่อและแม่ของเขาคือ เฮอร์มัน เลวิน และ เบส รอธ ซึ่งตัวของเฮอร์มันเป็นพนักงานที่มีรายได้ปานปลาง เมื่ออยู่ในบ้านมักใช้เวลาส่วนใหญ่วิจารณ์เรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และอิทธิพลของฮิตเลอร์กับรัฐบาลนาซีที่กำลังเรืองอำนาจในยุโรป

แล้วเรื่องหนึ่งที่เฮอร์มันวิจารณ์บ่อยๆคือ “ชาร์ลส ลินเบิร์ก” นักบินฮีโร่ของสหรัฐที่มีใจฝักใฝ่นาซี แล้วกลายเป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐกับแฟรงคลินรูสเวลท์

ดังนั้นเรื่องราวในซีรีส์จะบอกเล่าผ่านมุมมองของฟิลิปป์ ซึ่งตัวเขาในเวลานั้นกำลังมีความชื่นชอบในลินเบิร์ก ซึ่งเป็นนักบินฮีโร่ของสหรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าสุนทรพจน์และคำปราศรัยของเขาที่ออกอากาศไปทั่ว ได้ส่งผลกระทบมาถึงวิถีชีวิตของครอบครัวชาวยิวอย่างพวกเขา ซึ่งตัวเขาเองก็ยังอยู่ระหว่างการเรียนรู้ถึงปัญหาการเหยียดชาวยิวที่เกิดขึ้นในสังคมสหรัฐ

ต้นฉบับนิยายเขียนจากมุมมองของ ฟิลิปป์ เลวิน (ฟิลิปป์ รอธ ผู้เขียน) ซึ่งในซีรีส์ใช้การเล่าเรื่องกระจายภายในครอบครัวเลวิน โดยเฉพาะผ่านทางตัวพ่ออย่างเฮอร์มัน ซึ่งจะวิจารณ์สถานการณ์ขอนาซีในเยอรมันที่มีข่าวลือเรื่องการโจมตีชาวยิว ไปจนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยเฉพาะ ชาร์ล ลินเบิร์ก ตัวแทนจากพรรครีพับรีกัน

แต่ในซีรีส์ได้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็น “ประวัติศาสตร์คู่ขนาน” เมื่อกลายเป็นว่ากระแสเลือกตั้งเอียงมาทาง ชาร์ล ลินเบิร์ก ซึ่งในเรื่องจะย้ำว่าเขามีแนวคิดแบบชาตินิยมอเมริกันสุดโต่ง อีกทั้งตามประวัติศาสตร์แล้ว เขาได้ชื่อว่าเป็นคนที่นิยมนาซีในช่วงก่อนจะเกิดสงครามโลก ซึ่งเวลานั้นสหรัฐกำลังอยู่ระหว่างลังเลว่า ควรจะเข้าร่วมสงครามในยุโรปดีหรือไม่

สำหรับตัวลินเบิร์ก ในประวัติศาสตร์ยังมีอีกสถานะคือ เป็นวีรบุรุษนักบินอเมริกัน ซึ่งก็ได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตัวเขาได้รับการสนับสนุนจากชาวสหรัฐในรัฐทางใต้ และคนผิวขาว

นอกจากนี้ในตอนแรกสุดของซีรีส์ ยังมีการพูดถึงคำที่ลินเบิร์กพูดไว้ในชีวิตจริงเอามาใช้ด้วย ตามที่เขาอ้างว่า คนสามกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการทำสงคราม คือ “คนอังกฤษ คนยิว และคณะของรูสเวลท์”

แล้วสโลแกนที่ชูออกมาแล้วเป็นไพ่สำคัญคือ “เลือกลินเบิร์ก หรือเลือกสงคราม” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ในซีรีส์ดำเนินไปในลักษณะ What if ที่ทำให้เขาจะได้ถูกเลือกเป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของพรรครีพับรีกัน แทนที่รูสเวลท์

ที่สำคัญคือ ลินเบิร์กยังแสดงสัญญาณที่จะ “สงบศึก” กับนาซีและฮิตเลอร์ โดยสัญญาว่าสหรัฐจะไม่ส่งทหารเข้าร่วมในสงครามที่ยุโรป และจะไม่ขัดขวางการขยายอำนาจของจักรวรรดิญี่ปุ่นในทวีปเอเชีย

ในซีรีส์ ตอน 1-3 มักจะใช้วิธีเดินเรื่อง ให้เฮอร์มันเป็นคนวิจารณ์และแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองกับบรรดาคนยิวในละแวกบ้านอยู่ตลอด ไปจนถึงแสดงให้เห็นเรื่องที่คนดูอาจจะไม่เข้าใจและสงสัยเกี่ยวกับบริบททางสังคมในสมัยนั้น ซึ่งมีบางเรื่องที่คนยุคนี้อาจจะไม่มีวันเข้าใจ โดยเฉพาะคนนอกสังคมของสหรัฐ เนื่องจากปัญหาในเรื่องเป็นผลกระทบต่อคนยิวในสหรัฐเป็นพิเศษ ทำให้คนดูชาวไทยอาจจะไม่ค่อยอินกับสถานการณ์และตรรกะวิธีคิดของตัวละครภายในเรื่องนี้

อัพเดท ตอน 4-6 สถานการณ์ในครึ่งหลังของเรื่อง แตกต่างไปจากครึ่งแรกเอามากๆ ซึ่งที่จริงสัญญาณก็มาตั้งแต่ตอน 2 แล้ว นั่นคือการที่ความคิดแบบ “แอนตี้ยิว” ที่มาในรูปแบบของฟาสซิสต์ เข้ามาครอบงำสังคมอเมริกัน รวมถึงสถานการณ์ของครอบครัวเลวินที่พบว่ามันยากมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องพบว่าสังคมรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในแง่ความคิดอ่านและการเหยียดชาวยิวที่มีแต่จะรุนแรงขึ้น แถมยังมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆด้วย

นอกจากนี้ในซีรีส์ช่วงกลางเรื่องและครึ่งหลัง ก็เริ่มแสดงให้เราเห็นว่านโยบายของ ชาร์ล ลินเบิร์ก ได้ส่งผลมาถึงครอบครัวเลวินยังไง เนื่องจาก อัลวิน เลวิน ญาติของฟิลิปได้เข้าร่วมในกองทัพแคนาดาที่จะเข้าต่อสู้สงครามในยุโรป อีกทั้งโครงการบางอย่างที่เกิดขึ้นในรัฐบาลใหม่ ก็เริ่มนำเด็กชายชาวยิวไปทำให้เกิดกระบวนการ “เปลี่ยนแปลงเป็นอเมริกัน” (Americanize) ซึ่งพี่ชายของฟิลิป คือ แซนดี้ ก็ได้ถูกเลือกเข้าโปรแกรมนี้ไปด้วย

สถานการณ์ในครึ่งหลังของซีรีส์ จึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด กดดัน ในขณะที่ตัวลูกชายอย่างฟิลิปป์ ก็ได้รับการปกป้องจากแม่ของเขาในสถานการณ์ที่ยากลำบากและไม่ค่อยเข้าใจนี้ เพื่อไม่ให้เขาต้องถูกดึงเข้าไปในวังวนแห่งความเกลียดชังและการโจมตีชาวยิวที่เกิดขึ้น

สำหรับจุดแข็งในภาพรวมแล้ว คือการนำเสนอเนื้อหาที่มีแก่นและสาระของเรื่องราวที่ชัดเจน โดดเด่น งานโปรดักชั่นที่ดีเยี่ยม เป็นซีรีส์แนวยำประวัติศาสตร์ What If การสร้างโลกคู่ขนาน ที่ทำออกมาเพื่อให้กับชาวยิวและยังสะท้อนการเหยียดเชื้อชาติภายในสหรัฐ ไปจนถึงการจิกกัดในเรื่องแนวคิดเหยียดที่ฝังลึกๆอยู่ในใจของคนผิวขาวอเมริกันจำนวนมากทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ที่สำคัญคือ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ชาติที่อ้างตนว่าเป็น “ประเทศแห่งเสรีภาพ” ที่มักอ้างเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกันอยู่ตลอดนั้น แท้จริงแล้วเป็นสังคมที่ผู้คนมีความเหยียดแฝงอยู่ในใจจนถึงขั้นที่พร้อมจะกลายเป็น “ฟาสซิสต์” ได้ตลอดเวลา ขอเพียงมีตัวจุดกระแสที่แรงพอเท่านั้น คนผิวขาวในสังคมอเมริกันก็พร้อมจะทำให้ประเทศนี้กลายเป็นฟาสซิสต์ที่กดขี่ชาวยิวในระดับที่อาจจะรุนแรงไม่แพ้กับที่นาซีทำไว้ในประวัติศาสตร์ ถ้าหากคนผิวขาวอเมริกันดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วจะรู้สึก “กระแทกจิตใจ” ก็ไม่น่าแปลกเลย

แต่จุดด้อยก็มีมาก โดยเฉพาะ “การเดินเรื่องที่เชื่องช้าและครอบครัวของตัวเอกที่ไม่ได้น่าลุ้นหรือเอาใจช่วย” เป็นข้อเสียที่ร้ายแรงมาก ชนิดที่อาจจะทำให้หลายคนดรอปซีรีส์เรื่องนี้ไปตั้งแต่ตอนแรก เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวเลวินที่เป็นตัวเอกเมื่อดูแล้วไม่ได้รู้สึกให้เราอยากให้เอาใจช่วยอะไรมากนัก ด้านหัวหน้าครอบครัวอย่างเฮอร์มันเองก็เอาแต่บ่นวิพากษ์การเมืองไปเรื่อยๆ และมีไดอาล็อคที่ค่อนข้างน่าเบื่อ ไม่ได้ทำให้รู้สึกเชียร์มากมายนัก การที่ซีรีส์มีปัญหาในเรื่องการทำให้เราอยากเอาใจช่วยตัวเอก จึงเป็นปัญหาพอสมควร โดยเฉพาะคนดูที่ไม่ใช่ชาวยิวและไม่ใช่คนอเมริกัน อาจจะดูเรื่องนี้พร้อมกับคำถามในหัวตลอดเวลาเลยก็ได้

นอกจากนี้ การจินตนาการว่า ถ้าลินเบิร์ก ได้ลงเลือกตั้ง แล้วถูกเลือก ก็จะทำให้เขาสานสัมพันธ์กับนาซีจนถึงขั้นทำให้สหรัฐกลายเป็นฟาสซิสต์ แล้วทำให้รัฐบาลสหรัฐเริ่มโครงการจัดการกับชาวยิว ก็อาจจะเป็นอะไรที่สุดโต่งและคนดูบางส่วนรับไม่ได้ก็เป็นได้ จึงอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ได้คะแนนน้อยกว่าที่ควร เมื่อพิจารณาจากพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ

RELATED POST

วุ่นกันทั้งลีก ทีมดังโปรตุเกสพบนักเตะ 13 ราย ติดเชื้อโควิด “โอไมครอน”

สำหรับเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่นี้กำลังแพร่ระบาดไปในหลายชาติทั่วยุโรป และทวีปแอฟริกา ซึ่งถือเป็นการกลายพันธุ์ที่รุนแรงและน่ากังวลกว่าสายพันธุ์เดลตาในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงองค์การอนามัยโลก หรือ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้ส่งคำเตือนไปยังหลายชาติทั่วยุโรปให้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด แต่ล่าสุด มีรายงานจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของโปรตุเกสว่า พบนักเตะของทีมดังในลีกสูงสุดอย่าง เบเลเนนเซส ที่โดนเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเล่นงานถึง 13 คน จนทำให้ไม่สามารถลงสนามช่วยทีมได้ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อสัปดาห์นี้ที่ผ่านมา รายงานระบุว่า สาเหตุเกิดจากที่นักเตะรายหนึ่งในทีมเพิ่งเดินทางกลับจากแอฟริกาใต้เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้…

โรมาโน แฉ “รังนิก” เคยปฏิเสธทีมดังก่อนนั่งกุนซือ แมนยูฯ

นักข่าวชื่อดังเปิดเผยว่า ว่าที่กุนซือใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยปฏิเสธงานจากสโมสรมาแล้ว 1 ครั้ง ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ภายหลังจากที่มีรายงานว่า ราล์ฟ รังนิก อดีตกุนซือของ แอร์เบ ไลป์ซิก ในบุนเดสลีกา เยอรมนี จะเข้ามานั่งในตำแหน่งกุนซือของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญา…

ดาวยิงแมนยูติดโผ “ยูเวนตุส” เล็ง 5 หอกดังหากวืด “วลาโฮวิช” เป้าหมายหลัก

"ยูเวนตุส" ยอดทีมแดนมักกะโรนี ตกเป็นข่าววางเป้า 5 หัวหอกชื่อดัง หากพลาดเป้าหมายหลักอย่าง "ดูซาน วลาโฮวิช" โดยมีดาวยิงจาก "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" ติดโผด้วย "ม้าลาย" ยูเวนตุส ทีมดังแห่งศึก กัลโช เซเรียอา อิตาลี ภายใต้การนำทีม มักซิมิเลียโน…

อดีตแข้งดังชี้ชัดสาเหตุที่ “แมนยูฯ” ควรริบปลอกแขนกัปตันทีมคืนจาก “แม็คไกวร์”

เป็นที่เข้าใจกันว่า แฮร์รี แม็คไกวร์ ย้ายจาก "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ มาสู่ชายคา โรงละครแห่งความฝัน ด้วยค่าตัวสถิติโลกตำแหน่งกองหลังด้วยสนนราคาค่าตัว 80 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,560 ล้านบาท เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2019 และหลังจากนั้นราวๆ 6 เดือนตัวเขาก็ได้รับตำแหน่งปลอกแขนกัปตันทีมต่อจาก…